WINCOS ฟิล์มรถยนต์อันดับ 1 จากประเทศญี่ปุ่น โดดเด่นด้วย Nano IR Technology



Home / บทความ

เกร็ดความรู้ก่อนเลือกติดฟิล์มกรองแสงรถยนต์ ติดอย่างไรไม่ให้ร้อน

“ฟิล์มรถยนต์”ในปัจจุบันมีมากแบรนด์ หลายราคาและหลากเทคโนโลยี อย่างไรก็ตามโดยส่วนใหญ่ความต้องการติดฟิล์มรถยนต์คือ เพื่อกันร้อน, เพื่อความเป็นส่วนตัว, เพื่อปกป้องรังสีที่เป็นอันตรายจากแสงอาทิตย์ และ เพื่อทัศนวิสัยในการขับขี่ดีดีขึ้น

คำถามคือ อยากได้แบบครบๆตอบโจทย์ทั้งหมดในการติดฟิล์มรถยนต์ จะเลือกอย่างไร จะพิจารณาจากอะไร ด้วยเหตุผลอะไร เพราะเมื่อติดฟิล์มรถยนต์ทั้งทีคงไม่มีใครอยากเปลี่ยนฟิล์มบ่อยๆ ติดแล้วต้องคุ้มทนอยู่กับเราไปนานๆ จริงไหมครับ

ก่อนทำความเข้าใจกับฟิล์มกรองแสงรถยนต์แบบครบถ้วนสงสัยไหมครับว่า ทำไมราคาฟิล์มรถยนต์ถึงมีตั้งแต่ระดับราคาไม่กี่พันบาท จนถึงหลักหมื่นบาท อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้ต่างกัน (บางแบรนด์ แบรนด์เดียวกันแต่มีหลากหลายตั้งแต่พันถึงหลายหมื่น)

1.ราคาที่แตกต่างกัน คุณภาพที่แตกต่างกันจริงหรือ?

การเลือกฟิล์มรถยนต์จากราคา แน่นอนว่าเป็นอันดับแรกๆในการตัดสินใจติดฟิล์ม เพราะเราจะทราบระดับราคาที่เราสนใจหรือมีงบประมาณในใจ เพียงแต่ว่า สงสัยไหมครับว่า ฟิล์มรถยนต์ที่ราคาระดับหลักหมื่นหรือในระดับพรีเมียมนั้นมีอะไรดี และดีพอจะให้เราตัดสินใจเลือกติดฟิล์มในระดับพรีเมียมเพราะอะไร หลายท่านศึกษาแล้วจะพบว่า ถึงราคาระดับหลักหมื่นแต่สิ่งที่ได้กลับมานั้นคุ้มค่ากว่ามากมาย ทั้งคุณภาพ อายุการใช้งาน คุณลักษณะพิเศษที่อธิบายได้ทางวิทยาศาสตร์ และ สัมผัสได้ด้วยตาเปล่า ที่ไม่มีในฟิล์มรถยนต์ทั่วไป

2.คุณภาพของฟิล์มที่ดี ดีมาก ดีน้อย และเหมือนจะดี ดูอย่างไร วัดอย่างไร

ความร้อน - เรื่องต้นๆของการติดฟิล์มในประเทศไทย เรื่องต้นๆที่ต้องทำความเข้าใจให้กระจ่างก่อนตัดสินใจติดฟิล์มคือประเด็นเรื่องความร้อน

แล้วความร้อนมาจากไหน

ความร้อนในห้องโดยสาร มาจากแสงอาทิตย์ ซึ่งแสงอาทิตย์เป็นพลังงานรูปแบบหนึ่งที่แผ่รังสีมายังโลกของเราที่สังเกตเห็นได้ในรูปของแสงและความร้อน

การมองเห็นแสงและสีของแสงขึ้นอยู่กับความยาวของคลื่นที่แผ่รังสีออกมา เรียกความยาวของคลื่นเป็นนาโนเมตร  ยิ่งตัวเลขมากแสงยิ่งมีความเข้มข้นมาก แสงที่รู้จักกันโดยทั่วไปคือแสงในช่วงอินฟราเรด แสงที่ตามองเห็นและอัลตราไวโอเล็ต แสงจึงมีทั้งรูปแบบที่มองเห็น (Visible) และแบบที่มองไม่เห็น (Invisible)

แบ่งแยกออกเป็น 3 ระดับ

คลื่นพลังงานสั้นคือ รังสียูวี (UV rays)

รังสี UV คือแสงที่มีคลื่นสั้นที่สุดในบรรดาแสงทั้งสามคือมีความยาวคลื่นเท่ากับ 0-400 นาโนเมตร - เป็นรังสีที่มองไม่เห็น มีผลทำให้เกิดริ้วรอย ผิวคล้ำเสีย แต่ ให้ความร้อนต่ำที่สุด (เพียง 3% จากความร้อนทั้งหมด Total Solar Energy)

ฟิล์มระดับหลักพัน หรือแม้แต่แว่นตากันแดดปกติก็สามารถกัน UV ได้ครับ ไม่น่าเป็นห่วง แต่ทำไมกัน UV แล้วห้องโดยสารยังร้อน นั่นเป็นเพราะว่า รังสี UV มีความเข้มข้นสูงและส่งผลต่อริ้วรอยบนผิวหนังของมนุษย์มากกว่าการให้ความร้อน การรังสีปกป้อง UV ถือเป็นมาตรฐานขั้นต้นของฟิล์มระดับทั่วไป ถึงระดับพรีเมียมจึงไม่ช่วยให้ห้องโดยสารเย็นลงและกันร้อนแต่อย่างใด

ถัดมาคือ คลื่นแสงระยะกลางซึ่งเป็นช่วงความยาวคลื่นแสงที่เรามองเห็นได้หรือแสงสว่าง (Visible light)

Visible light คือแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ - เป็นแสงที่ทำให้สายตามนุษย์มองเห็นสีสันต่างๆ ให้นึกถึงแสงรุ้ง 7สี แสงแดดจ้าๆนั้นแหละครับ แท้จริงแล้วเกิดจากแสงที่มีสีต่าง ๆ มารวมกัน ซึ่งมีความร้อนรวมอยู่ด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย

ในส่วนของแสงสว่างนี้ให้ความร้อนประมาณ 44% จากความร้อนทั้งหมดที่ได้รับจากแสงอาทิตย์ (Total Solar Energy)

ฟิล์มที่เนื้อฟิล์มเข้มกว่า สีเข้มกว่า ย่อมกันแสงสว่าง Visible light ได้มากกว่าครับ อันนี้คือข้อเท็จจริง ฟิล์มยิ่งมืด ยิ่งกันแสงสว่างได้มากกว่าฟิล์มเนื้อใสเป็นธรรมดา เพียงแต่ว่า สิ่งที่สูญเสียไปคือ ทัศนวิสัยที่ลดลง ขับกลางคืนติดฟิล์มเข้มย่อมไม่ดีแน่ๆ หากไม่มีคุณสมบัติเฉพาะอื่นๆ เช่น เทคโนโลยี Anti Glare ที่ช่วยให้ทัศนวิสัยชัดขึ้น

แต่ ทำไมรถบางคันถึงติดฟิล์มสีเข้มแล้วยังร้อนระอุอยู่ หรือกันร้อนได้ไม่กี่ชั่วโมงก็ร้อนแล้ว

และ สังเกตไหมว่า ทำไมฟิล์มรถยนต์ระดับพรีเมียมบางชนิดสามารถใช้เนื้อฟิล์มที่ใสกว่า ไม่เข้ม แต่กลับสามารถปกป้องความร้อนได้มากกว่า ยาวนานกว่า

นั่นเพราะ ความร้อนจากแสงอาทิตย์นั้น ยังเกิดจากคลื่นแสงช่วงที่ 3 คือรังสี อินฟราเรด หรือ IR (Infrared Radiation) ที่มีความยาวคลื่นระหว่าง 820-2400 นาโนเมตรนั่นเอง

รังสี IR เป็นรังสีที่มองด้วยตาไม่เห็น แต่รับรู้ได้จากความร้อนที่แผดเผาแสบผิว ร้อนจริง แถมร้อนสะสมได้ด้วย เพราะรังสี IR ให้พลังงานความร้อนเกินครึ่งของความร้อนที่มาจากคลื่นแสงทั้ง 3 ช่วง คือ 53% จากความร้อนทั้งหมด (Total Solar Energy)

เพราะฉะนั้น หากฟิล์มสามารถป้องกันรังสี IR ได้ดีแล้ว ความร้อนในโดยสารก็เรียกได้ว่า หายไปแบบครึ่งครึ่งเลยครับ เพราะ ค่าความร้อนของ UV + Visible light นั้นน้อยกว่าความร้อนจาก รังสี IR เพียงตัวเดียว เพียงแต่ว่าการป้องกันรังสี IR แบบจริงๆนั้นวัดได้อย่างไร ตัวเลขที่มาน่าเชื่อถือเท่าใด?

ถึงแม้การแสดงค่าการปกป้องพลังงานแสงอาทิตย์โดยรวมสูง TSER (Total Solar Energy Rejection) แต่ หากคำนวณมาจาก การปกป้องรังสี IR ในช่วงสั้นๆ ก็แทบไม่มีผลใดๆ เพราะในช่วงรังสี IR นั้นเป็นช่วงคลื่นแสงระหว่าง 820-2,400 หากป้องกันรังสี IR ในช่วง 820-1000 นาโนเมตร แต่ไม่ป้องกันรังสี IR ในช่วงคลื่นแสงที่เหลือความร้อนก็เข้ามาสะสมได้อยู่ดีนั่นเอง การวัดการป้องกันรังสี IR เฉพาะจุดใดจุดหนึ่งจึงไม่สามารถเป็นตัวแทนประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อนของฟิล์มรถยนต์ได้ทั้งหมด

ประสิทธิภาพของฟิล์มรถยนต์ที่เน้นกันร้อนจึงควรจะกันร้อนได้ครบทุกช่วงคลื่นแสง ตั้งแต่ 0-2400 นาโนเมตร โดยไม่หักส่วนใดทิ้งไป เพื่อนำมาคำนวญค่า TSER (total solar energy) หรือเปิดเผยเพียงบางส่วน เพื่อการโฆษณาเท่านั้น เหมือนการติดกระดุมหากติดผิดตั้งแต่เม็ดแรกเม็ดต่อๆไปย่อมผิดแน่นอน

รวมทั้ง การทดสอบต่างๆต้องทำตามมาตรฐานสากล จึงจะเป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือ และ ดีต่อการตัดสินใจเลือกฟิล์มกรองแสงที่กันร้อนที่ดีนั่นเอง

ท้ายสุดนี้ เนื่องจากเทคโนโลยีของฟิล์มรถยนต์ปัจจุบันมีมากมาย ซึ่งเป็นผลประโยชน์กับผู้บริโภคทั้งสิ้น ดังนั้นหากเราเข้าใจคำว่า คุณภาพของฟิล์มติดรถยนต์ได้อย่างถ่องแท้ การเลือกฟิล์มไม่ว่าจะเลือกจากราคาหรือคุณภาพหรือ เหตุผลใดใดก็ตาม เราก็สามารถเลือกได้อย่างมั่นใจ และมีเหตุผลว่า ทุกบาทที่เราจ่ายไป เราได้อะไรกลับมาบ้าง